จี้การเมืองทำคลอดด่วนร่างกม.ส.ป.ก. ก่อนชาวบ้านเกือบล้านโดนฟ้องขับไล่

488

ส.ป.ก.เผยร่างกฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับใหม่แล้วเสร็จพร้อมชงเข้ากระทรวงเกษตรฯ  ชี้เส้นทางเข้าสู่สภาและความจำเป็นเร่งด่วนแก้ปัญหาฟ้องขับไล่ 7-8 แสนคน  ยันนายกฯและภาคการเมืองสนับสนุนเพิ่มมูลค่าที่ดินเกษตรกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ

          นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวถึงความคืบหน้าการศึกษาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรและประชาชนว่า  กระบวนการของส.ป.ก.เป็นไปตามแผน  ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม พ.ศ……  ที่จะมาแทน พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ที่ใช้มาเกือบ 50 ปีแล้วนั้น  อยู่ในขั้นเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายของส.ป.ก.  ที่มีเลขาธิการส.ป.ก.เป็นประธาน  ก่อนจะไปสู่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามลำดับ  จึงจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี  หากอนุมัติหลักการจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาและสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป

          เราดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ส่วนสภาจะอยู่ต่อได้สั้นหรือยาวนั้นเป็นอนาคต  หลักที่วางไว้ว่ากฎหมายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขต้องประเมินผลสัมฤทธิ์และให้เสร็จในปี 2566  และกฎหมายสำคัญของส.ป.ก.เป็นเรื่องเร่งด่วน  ไม่เช่นนั้นภาระที่เกิดขึ้นในพื้นที่ส.ป.ก.จะต้องไปฟ้องไปไล่จับ  ทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ  คนที่อยู่จะทำการเกษตรอย่างเดียวก็อยู่ไม่ได้

         “ที่ดินส.ป.ก.ที่ภูเก็ตจะไปทำการเกษตรอย่างเดียวโดยไม่มีด้านการท่องเที่ยวก็ทำไม่ได้  บางทีต้องมีโฮมสเตย์ให้พักด้วย หรือมีร้านอาหารบริการ  มีการประเมินว่ามีผู้คนไม่ต่ำกว่า 7-8 แสนคนที่จะเดือดร้อนไม่มีที่อยู่หากถูกฟ้องขับไล่” นายสุริยนกล่าว 

          รองเลขาธิการส.ป.ก. กล่าวต่อว่าคนที่ประกอบกิจการต่างๆสร้างเศรษฐกิจเป็นมูลค่าเพิ่มก็ทำไม่ได้    ธุรกิจด้านพลังงาน เหมืองแร่ มีศักยภาพสูง  ทำไมจะไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ  ศักยภาพด้านการศึกษาก็มี  พื้นที่ที่มีการศึกษาก็ต้องเปิดให้ทำวิจัยได้  พื้นที่ที่เหมาะกับการท่องเที่ยวประกอบกับการเกษตรในหลายมิติก็ควรจะทำคู่กันได้   คือคงไว้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมแต่ทำกิจกรรมอื่นได้อย่างหลากหลาย  ลูกหลานเกษตรกรที่มาเรียนหรือทำงานที่กรุงเทพฯ  เมื่อกลับไปบ้านจะได้มีงานให้เลือกทำ  ไม่ใช่ต้องทำเกษตรอย่างเดียว  คนรุ่นใหม่ต้องทำหลายอย่าง  ทำอย่างเดียวไม่พอกิน

          เมื่อสอบถามถึงภาคการเมืองที่คุมกระทรวงต่างๆที่เชื่อมโยงกับเรื่องส.ป.ก.  นายสุริยนกล่าวว่าต่างเห็นด้วยหมดกับแนวทางแก้ปัญหา  เพราะถ้าไม่เห็นด้วยชาวบ้านในพื้นที่หรือเกษตรกรที่รายได้น้อยคงไม่พอใจแน่ เพราะความจริงของสังคมเป็นแบบนี้  เราจะทำอย่างไรให้คนไทยทุกคนอยู่ได้บนผืนดินอย่างมีความสุข  สามารถสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้แก่ตัวเองโดยสอดคล้องกับกฎหมาย

          “กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในโลกปัจจุบันก็ต้องปรับ  ไม่เช่นนั้นคนจะอยู่อย่างไม่มีรายได้ได้ยังไง  ถ้าเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำมาหากิน  ประเทศชาติก็อยู่ได้  รัฐบาลก็อยู่ได้ในภาวะเช่นนี้”

         สำหรับร่างกฎหมายที่ออกมานั้นนายสุริยนอธิบายว่าพื้นที่เกษตรกรรมส่วนหนึ่ง  ต้องมีสำหรับการศึกษา สาธารณูปโภค พาณิชยกรรม สาธารณสุข บริการ การท่องเที่ยว  วันนี้ภาคบริการทำรายได้มากกว่าภาคเกษตรกรรม  ยังมีกิจการสนับสนุนเกี่ยวเนื่องพลังงาน  การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ก็ไม่ต้องนำเข้าทรัพยากรจากต่างประเทศและเกิดความมั่นคงในประเทศด้วย

          “นโยบายของนายกรัฐมนตรีก็อยากจะทำเรื่องนี้ให้เร็ว เพราะต้องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ขณะเดียวกันคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมก็เห็นว่าต้องสร้างมูลค่าในที่ดิน  ต้องสร้างเศรษฐกิจ  ต้องไม่ปล่อยให้สิ่งต่างๆนิ่งอยู่กับที่  หรือมีการเปลี่ยนมือไปทำสิ่งต่างๆได้โดยมีการควบคุมผลกระทบต่อระบบนิเวศน์หรือสังคม”นายสุริยนกล่าว

          ดร.วิจักษ์ พงษ์เภตรา นายกสมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง กล่าวให้ความเห็นว่า  ทางสมาคมฯขอสนับสนุนการทำงานของส.ป.ก.ในยุคปัจจุบันที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย  ยอมรับความเป็นจริงทางสังคมและมีความตั้งใจในการแก้ไขกฎหมายส.ป.ก.ที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย  เพราะจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้หลายประเภทไม่เฉพาะด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว  แต่จะยังส่งผลถึงการท่องเที่ยว  วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี รวมถึงอุตสาหกรรม

         ทั้งนี้สมาคมสินแร่ฯสนับสนุนอย่างยิ่งในหลักการที่ว่า ที่ดินของส.ป.ก.ควรได้รับการบัญญัติไว้ในกฏหมายที่กำลังจะแก้ไขใหม่ โดยกำหนดเป็นโซนหรือพื้นที่และใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และคุ้มค่าในกิจการต่างๆ ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการแบบใหม่

         “เมื่อข้าราชการประจำขับเคลื่อนแล้ว  อยากเห็นภาคการเมืองโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคประชาธิปัตย์  เข้ามารับไม้ต่อเพื่อผลักดันร่างกฎหมายใหม่เข้าสู่สภาโดยไวเพราะจะเป็นความหวังในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากระดับฐานรากโดยแท้จริง” ดร.วิจักษ์กล่าว